รวมเรื่องควรรู้ของการ พ่น สี  สำหรับเจ้าของบ้านมือใหม่ที่ต้องการพ่นด้วยตัวเอง

             การ พ่น สีบ้าน อาจจะเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยได้ยินกันมากนัก ส่วนใหญ่เราจะเห็นช่างทาสีด้วยแปรงมากกว่าการพ่น เพราะค่าใช้จ่ายของการ พ่น สีค่อนข้างสูงและมีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร การทาสีบ้านจึงทำได้ง่ายและประหยัดกว่า แต่การพ่นก็ให้ข้อดีเรื่องของเวลาที่รวดเร็วกว่าเดิม ให้ความสะดวกในการทำงาน โดยเฉพาะช่างที่มีความชำนาญในวิธี การ พ่น สี เมื่อได้ลงมือแล้วจะรวดเร็วมาก สีที่พ่นออกมาเรียบเนียนสวยเป็นเนื้อเดียวกัน

ถ้าเป็นบ้านปูนสามารถใช้ได้ทั้งการทาสีและการ พ่น สี โดยเลือกใช้ตามความเหมาะสม เพราะการพ่นให้สวยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พื้นผิวก่อนพ่น, การกำจัดฝุ่น, การขัด รวมไปถึงปริมาณของสีที่ใช้ ดังนั้นเจ้าของบ้านมือใหม่ที่ต้องการวิธี การ พ่น สีด้วยตัวเองแบบถูกต้อง ไม่เปลืองเวลาและงบประมาณมากจนเกินไป ลองมาดูเรื่องควรรู้เหล่านี้ก่อนที่คุณจะลงมือทำงานกันค่ะ

1.ตรวจสอบพื้นผิวที่จะพ่นสี

ก่อนที่คุณจะทำการ พ่น สีผนังแต่ละครั้ง เรื่องที่คุณควรทำ คือ การตรวจสอบผนังบ้านก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้างและเป็นวัสดุอะไร เพื่อให้สีที่พ่นสวยถูกใจ เรียบเนียนสม่ำเสมอกัน มีความทนทาน ไม่ชื้นและแตกลายงาได้ง่าย โดยพื้นผนังที่คนส่วนใหญ่นิยมพ่นสีจะมีผนังซีเมนต์, ผนังไม้ และผนังยิปซั่มบอร์ด  พื้นผิวทั้ง 3 แบบนี้ ก่อนที่จะทำการพ่นให้ล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อน ถ้าเป็นผนังใหม่ก็เพียงแค่ขัดเบาๆ เพื่อให้คราบสกปรกและเศษฝุ่นต่างๆ หลุดออกไป จากนั้นก็รอให้แห้งสนิทจึงลงสีแล้วจะได้ผนังที่เรียบเนียนและพ่นได้ง่ายขึ้น ส่วนการพ่น สี ไม้อาจมีความพิเศษที่ต้องขัดมากกว่าผนังอื่นๆ มากหน่อย เพื่อให้ผิวไม้เรียบเนียนไม่มีร่องไม้ การ พ่น สีก็จะง่ายและรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นผนังเก่าก็ต้องมีการขัดเอาสีเก่าออกทั้งหมดก่อน พร้อมล้าง ขัด และถูเพื่อทำความสะอาดพื้นผิวใหม่จึงจะสามารถพ่นสีทับอีกครั้ง

2.เริ่มจากสีรองพื้น

ไม่ว่าคุณจะพ่นสีหรือทาสีก็ต้องมีการใช้สีรองพื้นก่อนทุกครั้ง เพื่อให้สีจริงมีความเรียบเนียนและสวยแบบสม่ำเสมอกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการ พ่น สีก็ต้องพึ่งพาสีรองพื้นเช่นกัน ถ้าเป็นผนังปูนใหม่ควรรอให้แห้งสนิทก่อนถึงจะลงรองพื้นได้ ป้องกันปัญหาเรื่องสีพองและลอกตามมา ส่วนผนังเก่าเมื่อขูดและขัดเอาสีเก่าออกแล้วก็ต้องทิ้งให้แห้งเช่นกัน พร้อมลงสีรองพื้นปูนเก่า เพื่อให้การลงสีใหม่ยึดเกาะผนังได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แล้วลงสีรองพื้น 2 ครั้ง จากนั้นก็ปล่อยให้แห้งเพื่อรอพ่นสีจริงต่อไป

วิธีตรวจสอบผนังว่าแห้งจริงหรือไม่ เพียงแค่นำถุงพลาสติกมาติดกับกระกระดาษกาวที่มีความเหนียวไว้ที่ผนัง โดยติดกระดาษกาวยึดกับผนังให้แน่น ทิ้งไว้ 1 วัน ถ้ามีไอน้ำมาเกาะที่ถุงแสดงให้รู้ว่าผนังยังไม่แห้ง

3.เริ่มพ่นสีจริง

สีรองพื้นจะใช้เวลาในการเซ็ตตัวและแห้งเร็ว เพียงแค่ 20 นาทีก็พร้อมที่จะเริ่มวิธี การ พ่น สีได้ทันที เริ่มพ่นรอบแรกให้ทั่วผนังห้องก่อนจากนั้นจึงคอยพ่นสีทับลงไปอีก 3 ครั้ง รอบแรกของการ พ่น สีให้พ่นเบาๆ เพราะต้องการเพียงสีบางๆ เท่านั้น รอบที่ 2 และ 3 ก็ให้พ่นเบาๆ เหมือนรอบแรก ตรงจุดไหนที่จะต้องพ่นสีกลบจุดด้อยของผนัง ไม่ควรพ่นซ้ำหรือพ่นแบบหนักมือเกินไป ไม่เช่นนั้นจะทำให้สีเยิ้มจนไหลลงมาเลอะส่วนอื่นของผนังและทำให้เปลืองสีโดยใช่เหตุ

4.พ่นเคลือบเงาสำหรับผนังไม้

สำหรับการพ่น สี ไม้ เมื่อขั้นตอนการลงสีต่างๆ เสร็จเรียบร้อย ตรวจดูว่าสีเรียบเนียนเข้ากันและปิดจุดหลุมต่างๆ ได้แล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของผนังไม้คือการพ่นยูรีเทนเพื่อเคลือบเงาภายนอก เพิ่มทั้งความเงางามและป้องกันแสงแดดทำลายเนื้อไม้ในอนาคต ส่วนผนังไม้ภายในบ้านถ้าต้องการความประหยัดให้เลือกใช้แลคเกอร์ทดแทนได้ โดยให้ทาทับทั้งหมด 3 รอบ ห่างกันรอบละ 30 นาที ขั้นตอนนี้จะถูกจัดไว้ขั้นตอนสุดท้ายของวันและใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ทั้งสี, ยูรีเทนหรือแลคเกอร์ก็จะแห้งสนิท

5.การ พ่น สีในจุดอื่นของบ้าน

เมื่อทำขั้นตอนต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วเกิดสีที่ซื้อมาเหลือใช้ คุณสามารถนำไปพ่นสีรั้วบ้านหรือกำแพงบ้านได้ รวมไปถึงพ่นสีโต๊ะ, เก้าอี้ และเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่เก่าจนสีลอก ถือว่าเป็นการสร้างสีสันใหม่ให้กับเฟอร์นิเจอร์เก่าภายในบ้านให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

การ พ่น สีให้ความสะดวกในการทำงาน แต่ทำไมช่างส่วนใหญ่เลือกการทาสีบ้านมากกว่า?

ถึงแม้ว่าการ พ่น สีผนังบ้านจะเป็นเรื่องที่สะดวก แต่ช่างทาสีและเจ้าของบ้านบางส่วนก็กลับเลือกใช้วิธีการทาสีด้วยลูกกลิ้งแบบเดิม ทำให้เกิดเป็นคำถามว่าทำไมการ พ่น สีถึงดูไม่เป็นที่นิยมมากนัก คำตอบ คือ

  1. สำหรับช่างทาสีมือใหม่หรือเจ้าของบ้านที่ต้องการพ่นสีเอง อาจจะต้องศึกษาให้ดีก่อนการ พ่น สี เพราะมีขั้นตอนที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งการซื้อสีที่เหมาะสมต่อการพ่น, การใส่สีลงขวดเครื่องพ่น หรือในขณะที่พ่นสีควรต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าทำไม่ถูกต้องก็อาจจะทำให้งานช้าลงไปอีก
  2. การ พ่น สีแต่ละครั้งจะฟุ้งกระจาย จึงใช้สีจำนวนมากกว่าการทาสีปกติ ค่าใช้จ่ายในการซื้อสีก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย ยิ่งถ้าคนพ่นสีไม่มีความชำนาญด้วยแล้วการใช้สีก็จะเปลืองมากเลยทีเดียว
  3. การ พ่น สีผนังบ้านจะต้องมีการติดเทปกาวไว้ตามขอบประตู หน้าต่าง และส่วนต่างๆ ที่ไม่ต้องการให้สีเกินออกไป จึงต้องใช้เวลาในการเตรียมงานมากยิ่งขึ้นและมีค่าใช้จ่ายเรื่องเทปกาวเพิ่มมาอีกด้วย
  4. ก่อนจะเริ่มวิธี การ พ่น สี คุณต้องย้ายเฟอร์นิเจอร์และของทุกชิ้นออกห่างผนังประมาณ 2 เมตร หรือต้องหาที่คลุมให้มิดชิดที่สุด เพราะละอองสีค่อนข้างฟุ้งกระจายมาก สามารถลอยไปตามอากาศแล้วติดได้ทั่วห้อง รวมไปถึงเสื้อผ้าของผู้ที่พ่นสีด้วย แต่ถ้าเป็นการทาสีจะมีปัญหาเพียงหยดสีเท่านั้น แต่จะไม่ฟุ้งกระจายจนเกินไป
  5. วิธี การ พ่น สีนั้น ยิ่งพ่นก็ยิ่งทำให้สีเยิ้ม ถ้าไม่ใช่ช่างที่มีประสบการณ์แล้วต้องการปิดจุดที่สีไม่เท่ากันด้วยการพ่นทับมากๆ เข้า ก็จะเกิดปัญหาสีเยิ้มและไหลลงมาเลอะสีอื่นๆ ด้านล่างได้ง่ายมาก ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยิ่งเหมือนเพิ่มงานให้มากขึ้นไปอีก

ไม่ว่าคุณจะใช้วิธี การ พ่น สีหรือการทาสีก็ย่อมให้ผลดีที่เหมือนกันเมื่องานเสร็จ คือ ได้สีผนังสวยๆ ที่เรียบเนียนดั่งใจ ดังนั้นถ้าคุณซื้อเครื่องพ่นสีและเตรียมตัวจะพ่นด้วยตัวเองแล้ว ก็ไม่ต้องวิตกกังวลมากนักเพียงแค่ศึกษาวิธีใช้งานเครื่องพ่นสีและรายละเอียดการพ่นสีผนังให้ถูกต้อง เพื่อให้งานเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ไม่ต้องเสียเงินซื้อสีหรือแก้ไขงานมากจนเกินไปอีกด้วย

By |2018-10-12T09:41:49+00:00ตุลาคม 4th, 2018|DIY, Fashion & Trends, Inspiration, Interview, Saving|0 Comments