วิธีการ ทาสี น้ำมันบนผนังไม้ให้สวยและเรียบเนียน

การ ทาสี น้ำมันจำเป็นจะต้องมีวิธีการทาที่ถูกต้อง เพื่อให้สีออกมาสวยเงางามตามแบบที่เจ้าของบ้านต้องการ พร้อมให้สีสวยที่เรียบเนียนสม่ำเสมอกันไปทั้งผนัง ดังนั้นถ้าคุณกำลังคิดว่าจะทาสีด้วยตัวคุณเอง ก็ควรศึกษาวิธีการ ทาสี น้ำมันและวิธีเลือกสีให้ดีเสียก่อน จะไม่ได้ไม่ต้องมานั่งเสียอารมณ์และเสียงบประมาณจำนวนมากในภายหลัง ซึ่งสีน้ำมันนั้นจะเป็นสีที่ค่อนข้างแห้งช้าเพราะผสมผสานระหว่างเม็ดสีและน้ำมันเมล็ดฝ้าย มีการเติมสารละลายอย่างน้ำมันสนลงไปก่อนที่จะทำการทาสีเพิ่มเพื่อให้สะดวกในการทามากยิ่งขึ้นด้วย จึงทำให้แห้งช้าและเป็นที่มาของคำว่าสีน้ำมัน ความเด่นของการ ทาสี น้ำมันคือความเงางามแวววาวที่เกิดหลังจากสีแห้ง จึงนิยมนำมาทาบนเนื้อไม้, โครงเหล็ก หรือรั้วบ้านที่เป็นโลหะ เพื่อให้ความสวยงาม กันเชื้อรา กันความชื้น ทนทานต่อทุกสภาวะอากาศ และเคลือบให้เนื้อไม้มีสีเงางาม ซึ่งวิธีการ ทาสี น้ำมันให้สวยเรียบเนียนฉบับเจ้าของบ้านทำเองได้ คือ

1.เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม

เริ่มเตรียมุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการ ทาสี น้ำมันไว้ก่อน และควรเตรียมอย่างน้อย 2 ชุด เพื่อป้องกันการใช้งานที่ผิดพลาด จะได้ไม่ต้องวิ่งหาอุปกรณ์ในช่วงที่กำลังทาสีอยู่ให้วุ่นวาย โดยอุปกรณ์จำเป็นต่อการการ ทาสี น้ำมัน คือ

  • แปรงทาสีขนาดเล็ก
  • ลูกกลิ้งทาสีพร้อมด้ามยาว
  • กระดาษกาว
  • กระดาษทรายน้ำเบอร์ 150, 180 และ 220 ขัดพื้นผิวให้มีความละเอียดเรียบเนียนก่อนลงสีจริง
  • กระดาษทรายธรรมดา ขัดพื้นผิวที่หยาบให้ละเอียดหรือขัดสีเก่าออก
  • น้ำยาลอกสี (ถ้าจำเป็น)

2.เตรียมพื้นผิวก่อนทาสีรองพื้น

ถ้าเป็นผนังไม้ที่มีการทาสีมาก่อนแล้วหรือมีพื้นผิวที่ไม่เรียบเนียน มีเสี้ยนไม้ และมีตาไม้ที่เป็นหลุม ควรใช้กระดาษทรายเบอร์หยาบขัดก่อน เมื่อผิวเริ่มเรียบเนียนแล้วก็ให้ลงกระดาษทรายเบอร์ละเอียดต่อไป เมื่อเริ่มละเอียดก็ให้ใช้กระดาษทรายน้ำต่อเพื่อทำให้เรียบเนียนมากกว่าเดิมอย่างรวดเร็ว ขัดจนกว่าพื้นผิวจะเนียนเท่ากันทั้งหมดและขัดเอาสีเดิมออกไปให้ได้มากที่สุด เมื่อเสร็จแล้วก็ปัดฝุ่นพร้อมทำความสะอาดผนังให้เรียบร้อยเพื่อเตรียมขั้นตอนการทาสีรองพื้นไม้ต่อไป

3.ทาสีรองพื้นก่อนการ ทาสี น้ำมัน

ถ้าเป็นไม้ใหม่ให้ทาสีรองพื้นไม้กันชื้น กันเชื้อรา โดยผสมกับน้ำมันสนเล็กน้อยจากนั้นให้ทิ้งไว้ที่ 8-10 ชั่วโมง หรือถ้าเป็นไม้ที่ยังมียางอยู่ควรใช้สีรองพื้นไม้อะลูมีเนียมที่ช่วยกันเรื่องน้ำยางกัดสีได้ดี ผสมกับน้ำมันสนเพียงเล็กน้อยแล้วทาทิ้งไว้ให้ทั่วประมาณ 10 ชั่วโมง จากนั้นให้ทาสีกันเชื้อราและกันชื้นต่อไป แล้วจึงค่อยเริ่มการ ทาสี น้ำมันทับหน้าอีกครั้ง ส่วนไม้ที่เคยทำสีมาก่อน เมื่อเตรียมพื้นผิวเรียบร้อยแล้วให้ทารองพื้นกันเชื้อรา ทิ้งไว้ 10 ชั่วโมงเช่นกัน แล้วจึงค่อยลงสีน้ำมันต่อไป

4.รู้จุดก่อนการ ทาสี น้ำมัน

ก่อนการ ทาสี น้ำมันคุณควรรู้จุดที่ต้องการทาสีก่อน ถ้าเป็นสีภายนอกคุณอาจจะต้องทาทับประมาณ 2-3 ครั้ง แต่ถ้าเป็นสีภายในทาทับเพียงครั้ง 1-2 ครั้ง เพราะสีภายนอกจะต้องโดนแดด โดนฝน และต้องทนต่อทุกสภาวะอากาศได้ดี ไม่หลุดลอกหรือแตกลายงาได้ง่าย แม้แต่การเตรียมพื้นผิวภายนอกก็ต้องมีการขัดด้วยกระดาษทรายที่มากกว่าภายใน เพื่อให้สีต่างๆ ที่ทาลงไปซึมเข้าสู่เนื้อไม้แล้วติดทนนานที่สุด ส่วนสีทาภายในนั้นเน้นให้เรียบเนียนและเป็นสีที่ไม่มืดจนเกินไปก็เพียงพอแล้ว

5.เริ่มทาสีหลักทับหน้าอย่างมั่นใจ

            การ ทาสี น้ำมันเป็นสีหลักควรดูเวลาในการทาก่อน ถ้าเป็นช่วงกลางวันที่แสงแดดจ้ามากหรือมีอุณหภูมิสูงควรหลีกเลี่ยง อย่างน้อยก็ควรให้ความร้อนลดลงและมีลมพัดถ่ายเทอากาศบ้าง เพราะความร้อนนำพาความชื้นในอากาศที่มีสูงมาด้วย จนอาจก่อปัญหาทาสีแล้วไม่ยึดเกาะ สีไม่อยู่ตัว จึงแตกลายงาหรือหลุดลอกได้ง่ายในอนาคต ส่วนวิธีการ ทาสี น้ำมันที่ผนังนั้นสามารถใช้ลูกกลิ้งต่อไม้เพื่อให้ทาได้ตั้งแต่เพดานมาจนถึงพื้นอย่างสะดวก ไม่ว่าคุณจะกลิ้งจากบนลงล่างหรือจากล่างขึ้นบนก็ตาม ควรกลิ้งในแนวตั้งครั้งเดียวแบบยาวๆ เพื่อให้เนื้อสีที่เป็นไปแนวทางเดียวกัน และเรียบเนียนเป็นสีเดียวกันได้ง่ายมากขึ้น ที่พื้นให้ปูกระดาษหรือผ้ายางพร้อมติดเทปกาวไว้ เพื่อป้องกันสีหยด ส่วนขอบต่างๆ ไม่ว่าจะหน้าต่างหรือประตูให้ใช้กระดาษกาวติดไว้เพื่อป้องกันสีเลอะกรอบ ในส่วนที่เป็นขอบก่อนถึงเพดานและพื้นที่ลูกกลิ้งไปไม่ถึง ให้ใช้แปรงขนหมูขนาดเล็กเก็บสีให้เรียบเนียน เมื่อทารอบแรกเสร็จแล้วให้ทิ้งระยะเวลาไว้สักครู่เพื่อให้เนื้อสีซึมเข้าสู่เนื้อไม้ก่อนแล้วจึงค่อยทาทับอีกครั้ง แต่ถ้ามีจุดไหนสีเกินออกมาแล้วสีตรงจุดนั้นแห้งแล้ว ทำให้เช็ดหรือขัดออกได้ยากก็ให้ใช้ Acrylic Flo ทำความสะอาด เพียงเท่านี้ก็จะได้สีบ้านสวยๆ ด้วยฝีมือของคุณเองอย่างง่ายดาย

ถ้าต้องไม่ต้องการ ทาสี น้ำมันแต่อยากได้ลวดลายเนื้อไม้ที่เด่นชัด แนะนำให้ใช้วิธี ทา แลคเกอร์ที่เป็นการเคลือบเนื้อไม้ด้านบนให้เงางาม โดยไม่ทำลายเนื้อไม้ ช่วยป้องกันเชื้อราและความชื้นได้ดี ทนทานต่อทุกสภาวะ หรือถ้าเป็นไม้สักแท้ที่ต้องการโชว์เนื้อไม้ที่สวยโดดเด่นก็ต้องใช้การ ทาสี ไม้ สักโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้เนื้อไม้สักเด่นออกมาอย่างชัดเจน ไม่ทำลายเนื้อไม้ในอนาคต และเน้นความสวยของลวดลายเนื้อไม้ได้ดี ทำให้สีไม้สักเท่าเทียมกันและเป็นเการเพิ่มมูลค่าให้กับไม้สักได้มากขึ้นอีกด้วย

By |2018-10-12T09:38:23+00:00ตุลาคม 4th, 2018|DIY, Fashion & Trends, Inspiration, Interview, Saving|0 Comments